สร้างอาชีพในฝันด้วยธุรกิจโรงแรมบูติกโฮเต็ล

สิ่งที่ยากที่สุดในการตามล่าเป้าหมาย คือการเริ่มต้น มันเป็นเรื่องยากที่จะต้องหาให้ได้ว่าจะต้องลงมือทำสิ่งไหนเป็นอันดับแรก แต่ฉันอยากให้คุณคิดว่า การผจญภัยครั้งใหม่ ได้เริ่มขึ้นแล้ว เหมือนเกมผจญภัยที่คุณเคยเล่นและจะต้องฝ่าฟันด่านต่างๆไปให้ได้ เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกสนุกและเรียนรู้ไปกับมันโดยไม่เบื่อเสียก่อน ฉันก่อตั้ง Blog chillipapper.com ขึ้นมาเกิดจากความต้องการที่จะสร้างแรงบันดาลใจ และแบ่งปันประสบการณ์เล็กๆน้อยๆที่ฉันมี ให้กับคนที่มีความฝันและอยากจะสร้างธุรกิจขายฝัน โรงแรมและรีสอร์ทขนาดเล็ก  ฉันตั้งใจว่าอยากให้blog ดูสนุกสนาน ไม่น่าเบือ และเป็นสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ จึงตั้งชื่อblog ว่า chillipapper.comนวันที่ฉันตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และก้าวออกจาก comfort zone เพื่อออกมาทำธุรกิจส่วนตัว คือ โรงแรม Le bar tarry และก่อตั้งเว็บไซต์ chillipappershop.com  เพื่อจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ภายในโรงแรมและรีสอร์ท และธุรกิจล่าสุดคือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผมจากสมุนไพรธรรมชาติ แบรนด์ A-LISA ทำให้ฉันได้เรียนรู้หลายอย่าง การฝึกความอดทน วิธีเอาชนะความเหนื่อย ท้อแท้และต้องการแรงบันดาลใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปให้ได้ ฉันจึงหวังว่าการแบ่งปันประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของฉันจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีความฝันและอยากจะทำให้ความฝันเป็นจริงขึ้นมา

อ้อ… อย่าลืมว่าการจะประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ต้องการ จุดเริ่มต้นต้องเกิดจาก passion หรือความหลงไหลที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง เราถึงจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ มีความมุ่งมั่น และเต็มที่กับมันได้อย่างสุดขีด สำหรับ passion ของฉันคือ การได้สร้างธุรกิจผลิตสินค้าหรือบริการภายใต้พันธกิจ สร้างความฝัน ส่งมอบความสุข เติมเต็มแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนและช่วยกันสร้างโลกให้น่าอยู่ ฉันพยามทำให้ โรงแรม Le bar tarry  เป็นที่พักที่ดีที่สุดในอำเภอท่าลี่ เพื่อที่ส่งมอบความสุขในการพักผ่อนอย่างแท้จริงและเป็นจุดหมายปลายทางของการเริ่มต้นวันใหม่สำหรับลูกค้า นักเดินทางทุกคน ที่เดินทางมาที่อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ของเรา อำเภอเล็กๆสุดเขตประเทศไทย ณ พรมแดนสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว ฉันยังมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำให้ chillipappershop.com เป็นเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าที่ใช้ในโรงแรมแบบครบวงจร ราคายุติธรรม และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความฝันให้กับ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทขนาดเล็ก สร้างฝันให้กลายเป็นจริง

โรงแรมLe bar tarry

My Story

เอลิษา แก้วสิงทอง(แจง)

เจ้าของกิจการ โรงแรม Le bar tarry  ที่พักในอำเภอท่าลี่ จ.เลย เส้นทางไป สะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว ประตูสู่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก สปป.ลาว และ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์chillipapper.com บล๊อกเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแรงบันดาลใจสำหรับคนที่มีความฝันอยากมีธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ทเล็กๆเป็นของตนเอง และ chillipappershop.com เป็นเว็บไซต์ E-commerce จำหน่ายสินค้าที่ใช้ในห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ทแบบครบวงจร หากอยากรู้จักฉันมากกว่านี้ ติดตามรายละเอียดที่ด้านล่างเลยค่ะ (ยาวม๊ากกกก…แต่อาจได้แรงบันดาลใจค่ะ)

วัยเด็ก

ฉันเป็นลูกชาวนาโดยกำเนิด ครอบครัวฉันอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งของ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย  ตั้งแต่ฉันจำความได้ ทุกๆเดือน 5 ของทุกปี คือช่วงปลายเดือนเมษายน-ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ทุกคนในครอบครัวฉันคือพ่อ แม่ ปู่ ย่า จะยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวเพื่อทำนาเนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูฝนของทุกปี ตอนนั้นฉันยังเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือปั่นจักรยานไปซื้ออาหารสดกับแม่ที่ตลาดในอำเภอ อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กม.ตั้งแต่ตอนตีสี่ จะได้นำมาทำอาหารเลี้ยงคนงานที่มารับจ้างทำนาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนลาวแอบอพยบเข้ามา ถึงแม้ว่าหมู่บ้านของเราจะเป็น เขตชายแดนไทย-ลาว ทำให้รูปร่างลักษณะของเราใกล้เคียงกับชาวประเทศเพื่อนบ้าน แต่พวกเขาเหล่านั้นมีวิธีการทำให้เราแยกออกได้ทันทีเมื่อพบเจอ   เพระพวกเขาจะเดินทางไปเป็นกลุ่ม และจะนิยมเดินเรียงกันเป็นแถวตอนยาวอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งคุณจะไม่ได้พบเจอแน่นอนกับคนไทยอย่างเราๆ  อาจเป็นเพระประเทศลาวเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมานานจนทำให้พวกเขาซึมซับความมีระเบียบวินัยติดตัวมา คุณรู้ไหมค่ะว่าเด็กอายุ 5 ขวบในตอนนั้นกับการตื่นนอนตอนตีสี่มันทรมานแค่ไหน แต่พอฉันต้องเข้าโรงแรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด เป็นโรงเรียนเล็กๆในหมู่บ้านนั่นละค่ะ แม่คงสงสารเลยไม่ปลุกฉันตื่นแต่เช้าอีก แต่เสาร์- อาทิตย์ ฉันยังต้องไปท้องนาเหมือนเดิม เพราะครอบครัวฉันทำการเพาะปลูกหลายอย่าง แม่กับพ่อเป็นคนขยัน เราทำสวนยาสูบ  ปลูกฝ้าย ทำไร่ข้าวโพด ถั่วแดง และแม่ยังปลูกผักสวนครัวไว้กินและขายหลายอย่างอีกด้วย ขณะที่ฉันนั่งเขียนเรื่องราวในวัยเด็กอยู่นี้เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ฉันแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่กับความทรงจำในอดีตที่ผ่านความลำบากกันมา ทุกท่านทราบใช่ไหมค่ะว่า จังหวัดเลย เป็นจังหวัดที่มีคำขวัญของจังหวัดว่า เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม และยิ่งตอนวัยเด็ก ฉันว่ามันหนาวจริงๆ หนาวยิ่งกว่าในยุคปัจจุบันนี้ซะอีก อาจเป็นเพราะภาวะโลกร้อน ทำให้ฤดูหนาวของจังหวัดเลยยุคนี้ไม่ค่อยหนาวเหมือนก่อน ในฤดูหนาวสมัยฉันยังเด็กจำได้ว่าตอนเรียนก็ต้องออกมาเรียนกลางแดดกันเลยทีเดียวเพราะในห้องเรียนมันหนาวเหลือเกิน และทุกบ้านก็จะต้องก่อกองไฟไว้หน้าบ้าน เพื่อผิงไฟสู้กับอากาศหนาวกัน และฉันก็ชอบฤดูหนาวเพราะมันทำให้บริเวณนั้นไม่ว่าจะมองไปทางไหน มันเป็นหมอกขาวสุดลูกหูลูกตาสวยงามมากเลย ยิ่งหมู่บ้านของฉันล้อมรอบไปด้วยภูเขา ที่มองไปทางไหนมีแต่หมอก ทำให้รู้สึกว่ามันสวยงามเหมือนอยู่บนสวรรค์ แต่สิ่งที่มาพร้อมกับฤดูหนาวที่ฉันเกลียดและไม่ชอบเอามากๆเลย ก็คือมันเป็นฤดูกาลเก็บใบยาสูบ และทำยาเส้น  ในสมัยนั้นแทบจะเรียกว่าเป็นสินค้าโอทอปของหมู่บ้านเลยก็ได้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีให้เห็นกันแล้ว ขั้นตอนในการทำยาเส้นในยุคนั้นคือ หลังจากปลูกใบยาสูบจนต้นยาสูบเติบโตเต็มที่แล้ว จะต้องไปเด็ดใบยาสูบจากต้นทีละใบเพื่อนำมาบ่มให้ใบเหลืองสวย ก่อนจะบ่มต้องเรียงกันเป็นตับจากใบใหญ่ไปหาใบเล็กก่อนแล้วถึงจะบ่มได้ หลังจากบ่มจนใบยาสูบเหลืองแล้วจึงนำเข้าสู่กระบวนหั่นทำยาเส้น ในยุคนั้นไม่มีเครื่องจักร แต่จะมีอุปกรณ์คล้ายม้าไม้เรียกว่า ม้าหั่นยา การหั่นยาต้องมีม้ารองนั่งสำหรับนั่งหั่นยา และมีดหั่นยาประกอบกัน หั่นเป็นเส้นฝอยๆให้เส้นยาสูบบางที่สุด หน้าที่หั่นยาจะเป็นของพ่อกับปู่ฉัน ส่วนฉัน แม่ และย่า จะมีหน้าที่นำยาไปตากใส่กระแตะ เรียกว่ากระแตะยา ตากเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเรียงกันประมาณ 20*30 ซม.ในระหว่างที่ทำการแปรรูปยาเส้นนี้มือของฉันก็จะดำไปด้วยสารนิโคตินที่มาจากใบยาสูบ ทั้งขมทั้งเหนียวจนล้างแทบไม่ออกเลยละค่ะ นำไปตากแดดให้แห้งใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ฉันเคยได้ยินย่าบอกว่า ถ้าตากแดดที่ผสมลงมาพร้อมไอหมอกจะทำให้ยาสูบรสชาดดีขึ้น เส้นจะกรอบและนุ่มได้ที่กำลังดี  และใบยาสูบที่อยู่บนยอดจะให้รสชาดเข้มข้นกว่าใบยาสูบที่อยู่โคนต้น และหลังจากตากแดดจนแห้งแล้วขั้นสุดท้ายคือการพับเส้นยาสูบที่ตากเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมพับเก็บให้เรียนร้อยในกระบุงเป็นอันเสร็จงาน หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนการจำหน่าย ย่าจะเป็นคนนำไปจำหน่ายเอง โดยย่าจะต้องห่อยาสูบใส่ถุงพลาสติกนำใส่ตระกร้าสานจากไม้ไผ่ 2 ตระกร้าหาบด้วยไม้คาน เป็นตระกร้าที่ปู่สานเตรียมไว้ให้ ขึ้นรถสองแถว ที่มีอยู่เพียงสายเดียวในหมู่บ้านไปขายในตัวจังหวัดหรือต่างอำเภอ ฉันก็ไม่ค่อยรู้นักหรอกว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของย่าเป็นใครกันบ้างในตอนนั้น ย่าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่ขยันมาก หาบตะกร้ายาสูบหนักเป็นสิบๆกิโลทั้งวันไม่บ่นสักคำ  บางทีย่าก็ไป 2-3 วันกว่าจะกลับมา  ฉันก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าย่าไปนอนค้างที่ไหน คงไม่ใช่ในโรงแรมแน่ๆ (ฮา)  แต่เคยได้ยินย่าเล่าให้ฟังว่าไปนอนตามบ้านญาติหรือเสี่ยวที่อยู่แถวนั้น (เสี่ยว ในสมัยนั้นคือคนที่เกิดปีเดียวกัน แล้วถูกชะตากัน ก็จะผูกข้อไม้ข้อมือแต่งขันดอกไม้เพื่อให้สัญญาว่าจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป)  แล้วพอย่ากลับมาบ้านทุกครั้ง ก็จะซื้อขนมติดใส่ตะกร้ายาสูบมาฝากฉันด้วยทุกครั้ง คงเป็นรางวัลที่ฉันช่วยย่าทำยาสูบนั่นเอง

chillipapper  chillipapper

อ่านเรื่องราววัยเด็กของฉันมาถึงตรงนี้แล้วคุณรู้สึกย้อนอดีตไปกับฉันไหมค่ะ แต่ถึงอย่างไรฉันก็ยังมีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับกิจวัตรประจำวันของตนเองอยู่ดี ตื่นเช้าเดินไปโรงเรียน ตอนเย็นต้องกลับมาช่วยแม่ทำงานบ้าน และวันหยุดต้องไปท้องนาท้องไร่ หันไปทางไหนก็มีแต่หมู่บ้านเล็กๆกับภูเขา  กว่าจะได้เข้าเมืองกับเขาทั้งทีแสนจะลำบาก การเดินทางเข้าเมืองในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเตรียมตัวในการเดินทางพอสมควรเลยละ เพราะการคมนาคมสมัยนั้นยังไม่สะดวก  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูกชาวนาอย่างฉันถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดที่พ่อกับแม่ซึ่งเป็นชาวนามอบให้คือ ท่านปลูกฝังให้ฉันเป็นคนรักการอ่านหนังสือ  ในทุกๆปีก่อนวันเปิดเทอมใหญ่แม่จะนำเงินที่ได้จากการขายข้าวพาฉันเข้าไปใน เมืองเลย  (จังหวัดเลยคนพื้นที่เรียกว่าเมืองเลย) เพื่อซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนเตรียมไว้สำหรับวันเปิดภาคเรียน  และแม่จะอนุญาตให้ฉันสามารถเลือกซื้อหนังสือที่ฉันชอบได้หนึ่งเล่มนอกจากตำราเรียน ฉันอยากได้หนังสือนิทานและการ์ตูนตามประสาเด็ก แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันจำได้ว่าฉันได้เลือกตอนอยู่ประมาณชั้นป.4 คือหนังสือการ์ตูนสามก๊ก เป็นหนังสือสุดรักสุดหวงของฉันเลยเชียวละ  อ่านเท่าไรก็ไม่เบื่อ อ่านทีละหลายๆรอบ ตัวการ์ตูนที่ชอบมากที่สุดคือขงเบ้ง ทั้งๆที่ตอนนั้นไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสามก๊กเป็นนิยายจีนอิงประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก คือไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสามก๊กเลย ตั้งแต่นั้นมาฉันจึงกลายเป็นคนที่รักการอ่านหนังสือมาก ฉันอ่านหนังสือห้องสมุดของโรงเรียนและห้องสมุดประชาชนของอำเภอจนเกือบหมดทุกเล่ม เพราะการอ่านหนังสือทำให้ฉันค้นพบว่านอกจากหมู่บ้านที่ดิฉันอาศัยอยู่ ท้องไร่ท้องนา ภูเขา ยังมีโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ฉันยังไม่เคยได้ออกไปพบเห็นหรือสัมผัสเลย และบนโลกใบนี้ยังมีบุคคลเก่งๆอีกมากที่สร้างสรรค์ผลงานเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงของโลกตามยุคสมัย และมีชื่อฝากไว้ในประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ และถึงแม้จะขัดคำสั่งที่จะไม่ยอมไปท้องนากับแม่ไม่ได้ ฉันจึงมักจะพกหนังสือไปนอนอ่านที่เถียงนาและใต้ต้นไม้บ่อยๆ

ที่พักจังหวัดเลย

วัยรุ่น

พอเรียนจบชั้นประถมศึกษาของโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ฉันก็เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมของโรงเรียนประจำอำเภอ การเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมต้นต้องมีการสอบเข้าเพื่อคัดเลือกและแบ่งกลุ่มนักเรียนเพื่อให้อยู่ในห้องเรียนตามIQ ของนักเรียน  คนที่เรียนเก่งระดับต้นจะได้อยู่ห้อง 1 ซึ่งถือว่าเป็นห้องคิงในขณะนั้น  มีเรื่องที่ทำให้ฉันประหลาดใจมาก เพราะหลังจากประกาศผลอันดับในการเข้าสอบ ฉันสอบได้อันดับที่ 1 ของ อำเภอท่าลี่  เป็นไปได้ยังไงเนี่ย.. แต่ถึงแม้จะสอบเข้าได้อันดับที่ 1 แต่การเรียนของฉันก็ไม่ค่อยดีนัก จนอยู่ม. 3 ฉันจึงได้ถูกย้ายอันดับมาอยู่ห้องที่ 2 รองลงมา  การที่ผลการเรียนของฉันไม่ค่อยดีนัก ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะตอนนั้นฉันยังค้นหาตนเองไม่เจอว่ามีเป้าหมายในการเรียนไปเพื่ออะไร ตอบไม่ได้จริงๆค่ะว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร  และเป็นช่วงชีวิตที่เข้าสู่วัยรุ่น จึงทำให้อยากเรียนรู้การใช้ชีวิตจากประสบการณ์จริงมากกว่าเรียนเองจากหนังสือหรือห้องเรียน พอเรียนจบชั้นมัธยมต้น อาจารย์แนะแนวถึงการเรียนต่อและอาชีพที่อยากเป็นในอนาคต แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไรหนัก ยุคนั้นเป็นยุคที่อุตสาหกรรมการผลิตกำลังบูม มีนิคมอุตสาหกรรมต่างๆเกิดขึ้นและมีการตั้งโรงงานผลิตจากต่างชาติและต้องการแรงงานไทยเป็นจำนวนมาก  ฉันเห็นหลายๆคนในหมู่บ้านไปทำงานที่กรุงเทพฯกลับมา มีเงินกลับมาให้ที่บ้านและมีทองใส่กันทั้งนั้น ดฉันจึงมีความมุ่งมั่นว่าจบม.3 ฉันจะไปทำงานกรุงเทพฯ นอกจากจะทำงานได้เงินแล้วฉันยังจะได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในเมืองกรุง ได้เห็นโลกว้างขึ้น แต่พ่อกับแม่ไม่ยอม ในตอนนั้นท่านทำได้ดีที่สุดคือส่งให้ฉันได้เรียนต่อ วิทยาลัยอาชีวะศึกษาเลย สาขาการบัญชี แต่ด้วยใจที่จดจ่อที่ยังอยากทำงานและอยากเห็นเมืองกรุง ฉันจึงได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 15 ในตอนนั้น  เลิกเรียนกลางคันและหนีออกจากบ้านไปกรุงเทพฯ เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิตของฉัน โดยใช้เงินเก็บจากค่าขนมที่แม่ให้เป็นค่าเดินทาง และหวังว่าจะไปหางานทำในกรุงเทพฯให้ได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและจะส่งเงินที่เหลือมาให้ครอบครัวทางบ้าน  ฉันเดินทางไปกับเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งในอำเภอเดียวกัน เขาบอกฉันว่าเขามีญาติทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯหลายคน พอไปถึงกรุงเทพฯ โอ้ว!!! แม่เจ้า ทำไมมันช่างใหญ่โต กว้างใหญ่ขนาดนี้ นั่งรถผ่านสนามบินดอนเมือง ในชีวิตเพิ่งเคยเห็นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ถนนก็กว้างมีหลายเลนส์ ต่างจากถนนในอำท่าลี่ของฉันมีแค่เส้นเดียวเท่านั้น ตึกสูงๆเต็มไปหมด จะไปทางไหนดี กลัวหลงทาง กลัวไปหมด แต่บอกตัวเองว่า

chillipapper

เอาว่ะ… ตัดสินใจแล้วยังไงก็สู้ พอรถถึงหมอดชิตเพื่อนคนนั้นพาฉันไปนั่งรถสายฉะเชิงเทราเพื่อไปต่อรถไปหนองจอก เขาบอกว่าญาติเขาอยู่หนองจอกเ ราจะไปพักกันที่นั่นเพื่อตั้งหลักก่อน ตอนนั้นใจฉันกังวลไปต่างๆนานา ตื่นกลัวกับสถานที่ใหม่ๆ กลัวครอบครัวเป็นห่วง แต่ในใจก็มุ่งมั่นว่าจะไม่ยอมกลับแน่ๆแล้วค่อยเขียนจดหมายไปชี้แจงทางบ้านอีกที หวังว่าพวกท่านคงจะเข้าใจ พอไปถึงที่พัก ฉันตกใจแทบช็อคกับสภาพความเป็นอยู่ ที่ฉันมองว่าจะต้องสวยหรูของคนที่ไปทำงานโรงงานในกรุงเทพฯ แต่มันเป็นห้องเช่าสลัมดีๆนี่เอง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ทีเลิศเลอเหมือนภาพลักษณ์ที่พวกเขาสร้างเวลากลับบ้าน ฉันคิดว่าพวกเขาคงไม่อยากให้คนที่บ้านต้องเป็นห่วงในความเป็นอยู่ต่างบ้านต่างเมืองของพวกเขา จึงได้ทำตัวเหมือนอยู่ดีสบายมีเงินมีทองกับการใช้ชีวิตในเมืองกรุง บ้านเช่าที่พวกเขาอาศัยอยู่หลังเล็กและโทรมกว่าบ้านในชนบทซะอีก มีคลองน้ำคลำและเศษขยะเต็มไปหมด ได้แต่เกิดคำถามขึ้นในใจว่าพวกเขาเคยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติกับอากาศที่บริสุทธิ์ พวกเขาปรับตัวและทนอยู่ในสภาพอย่างนี้ได้ยังไงกันนะ แม้แต่ฉันก็ต้องรีบปรับตัวเหมือนกันเพราะมีแค่ค่ารถเดินทางมากับเงินติดตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาท โรงเรียนก็ลาออกแล้ว คิดอย่างเดียวว่าต้องเดินหน้าให้สุดๆ เพื่อนฉันพาให้ไปรู้จักพี่สาวของเขา ทำงานเป็นพนักงานขายเสื้อผ้ายี่ห้อดังอยู่ประจำห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และฝากฉันไว้กับพี่สาวของเขาเพื่อให้เข้าทำงานในห้างสรรพสินค้าด้วย  ดังนั้นงานแรกในชีวิตของฉันคือการเป็นพนักงานขายเครื่องประดับอยู่ในห้างสรรพสินค้าในย่านศรีนครินทร์ เงินเดือน 8000 บาท แต่ทำได้แค่เดือนเดียว ฉันรู้สึกอึดอัดกับที่ทำงานและเพื่อนร่วมงานอาจเพราะฉันยังปรับตัวยังไม่ค่อยได้ จึงได้ขอลาออกและตั้งใจว่าจะไปหางานโรงงานทำ  ช่วงนั้นมีโรงงานหลายแห่งในนิคมอุตสากรรมลาดกระบังกำลังเปิดรับพนักงาน ฉันโชคดีได้รับคัดเลือกให้เข้าทำงานที่บริษัท ซีเกท โรงงานผลิตฮาร์ดดีสชื่อดังในยุคนั้น นับแต่นั้นมาฉันจึงเข้าสู่ชีวิตสาวโรงงานตามที่ตั้งใจไว้ก่อนมากรุงเทพฯ การทำงานที่โรงงานเป็นอะไรที่ง่ายมาก ฉันอยู่แผนก electrical test มีหน้าที่ทดสอบค่าประจุไฟฟ้าของชิ้นงาน แล้วค่อยส่งชิ้นงานต่อให้ QC เป็นลำดับสุดท้าย ค่าแรงวันละ 150 บาท และมีรายได้จากค่าสวัสดิการอื่นๆอีกรวมแล้วประมาณวันละ 230 บาท และทุกคนจะต้องทำโอทีด้วย ฉันสนุกกับการทำงานและทำโอทีมากในช่วงนั้นนับว่าตนเองในวัย 15 มีรายได้เฉลี่ยเดือนละหมื่นกว่าบาท ถือว่าเยอะมากแล้วกับเงินหลักหมื่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต และหลังจากเข้าทำงานได้สักพักฉันก็ได้รู้จักรุ่นพี่หลายคนที่ทำงานอยู่ในนั้นมาก่อน หลายคนมีสามีและมีครอบครัวแล้ว และมีอีกหลายคนที่ยังเรียนอยู่ ส่วนใหญ่จะเรียนที่รามคำแหงกัน ทุกคนให้เหตุผลว่าที่เรียนต่อเพราะต้องการมีชีวิตที่ดีกว่านี้และต้องการวุฒิการศึกษาเพื่อสมัครงานใหม่ที่ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงกว่า ฉันจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ตัวเองจะต้องคิดถึงเรื่องเรียนต่อบ้าง ฉันจึงได้สมัครเรียนต่อ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อ.ท่าลี่ โดยการอ่านหนังสือเองและมาสอบตามกำหนด พอเรียนจบได้วุฒิ ม.6 แล้วบวกกับฉันเริ่มเบื่อการใช้ชีวิตในเมืองกรุงแล้วจึงคิดอยากมาเรียนต่อให้เป็นกิจจะลักษณะ  แต่เนื่องจากยังหาเป้าหมายในชีวิตไม่เจอเหมือนเดิมจึงไม่รู้จะเรียนอะไร ตอนนั้นเรื่องของคอมพิวเตอร์กำลังดังและคนที่เรียนจบด้านคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจำนวนมาก ฉันจึงตัดสินใจสมัครเรียนต่อสาขาคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น โดยใช้เงินเก็บจากการทำงานมาเป็นค่าลงทะเบียนเรียน และขอกู้กับกองทุนกยศ. แต่การเรียนต้องใช้เวลาหลายปี เงินเก็บที่มีคงไม่พอ และเงินกู้ กยศ.ที่จ่ายให้รายเดือนก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี พออยู่ปี 3 ดิฉันจึงได้ไปทำงานอยู่ที่ร้านนมสดหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อจะได้มีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มขึ้น ฉันต้องไปเตรียมเปิดร้านตั้งแต่ 4 โมงเย็น ปิดร้านตี 2 และตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อไปเรียนหนังสือบางวิชาที่เรียนภาคเช้า คุณเชื่อไหมค่ะว่าแต่ละวันที่ไปเรียนเนื้อหาในวิชาที่เรียนไม่ได้ซึมเข้าสู่สมองเลย เพราะมันเบลอจากการนอนน้อย แต่ก็นั่นละ คิดซะว่าชีวิตมันก็ต้องอดทน จึงเรียนไปทำงานไปจนเรียนจบปริญญาตรี ครอบครัวฉันดีใจกันทุกคนเลย ฉันเป็นคนแรกของครอบครัวที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เพระทุกคนที่บ้านล้วนแต่จบ ป.4 ไม่มีใครเคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสมางานรับปริญญา แต่ฉันก็ทำได้สำเร็จ หลังจากที่เลิกเรียนกลางคันมาก่อน

chillipapper chillipapper

วัยทำงาน

อ่านมาถึงตรงนี้คุณคงเห็นแล้วใช่ไหมค่ะว่าเส้นทางชีวิตของฉันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย จากลูกชาวนา แต่เพราะอยากเจอโลกกว้างจึงได้ตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปทำงานกรุงเทพฯ อ้อ… ฉันเล่าข้ามไปนิดนึง ตอนระหว่างที่ทำงานอยู่ในร้านขายนมสดที่หลังมหา’ลัย ฉันเห็นนักศึกษาหลายคนมานั่งทานที่ร้าน ฉันเห็นพวกเขามีความสุขตามวัยของพวกเขา และยังได้เรียนในสถาบันการศึกษาชั้นนำอีก ทำให้ฉันอิจฉาพวกเขามากๆเลย ตัวฉันเองอยู่ในวัยเดียวกับพวกเขา หลังเลิกเรียนแทนที่จะได้ไปพักผ่อนเที่ยวเล่นกับเพื่อน หรือแม้แต่มานั่งทานนมสดแบบนี้ แต่ตัวเองต้องมาทำงานจนดึกดื่นเพื่อแลกกับค่าแรงเดือนละ 4000 บาท หลังจากเรียนจบฉันจึงคิดอยากจะทำงานกลางวันดูบ้างเพราะเหนื่อยกับการอดหลับอดนอนมาหลายปี จึงขอลาออกและไปทำงานเป็นพนักงานอยู่บริษัทรถยนต์ ตำแหน่งพนักงานขาย มีรายได้ต่อเดือนๆละหลายหมื่นบาท แต่ในระหว่างที่เป็นพนักงานขายรถอยู่นั้นฉันมีหน้าที่ต้องติดต่อเพื่อขอสินเชื่อรถยนต์ให้กับลูกค้าด้วย ผู้ให้สินเชื่อคือสถาบันการเงินหรือธนาคาร ซึ่งจะต้องส่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ หรือบางทีเรียกว่าMarketing มาเซ็นต์สัญญาเช่าซื้อกับลูกค้า พนักงานพวกนี้ดูเท่ห์มากในสายตาของฉันมาก ทุกคนจะขับรถเก๋งคันโก้ แต่งตัวดูดีด้วยเสื้อผ้าและของใช้ราคาแพง การที่เราจะขายรถได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่ที่พวกเขาเหล่านั้นจะอนุมัติสินเชื่อให้หรือลูกค้าของเราจะมีคุณสมบัติพอที่พวกเขาจะให้ผ่านการอนุมัติสินเชื่อไหม ในตอนนั้นฉันอยากเป็นเหมือนพวกเขามากเลย ได้แต่คิดว่าทำยังไงถึงจะได้งานนั้น จะต้องไปสมัครงานที่ไหน ยังไงดีเพราะในตอนนั้นคนที่จะเข้าทำงานสถาบันการเงินได้จะต้องจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐ เกรดเฉลี่ยสูง ตัวฉันเองไม่มีคุณสมบัติเหล่านั้นเลยเพราะต้องเรียนด้วยทำงานด้วยเกรดเฉลี่ยจึงไม่ดีและแถมยังเรียนจบจากสถาบันการศึกษาของเอกชน  แต่ฉันก็ไม่ได้ย่อท้อ จึงได้เริ่มหาข้อมูลและกรอกข้อมูลสมัครงานทิ้งไว้ทางอินเตอร์เน็ต และหลังนั้นฉันจึงมาเริ่มต้นค้นหาตัวเองใหม่อีกครั้งว่ามายืนอยู่จุดนี้ได้อย่างไร คำตอบที่ได้คือการศึกษาทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลง ดังนั้นฉันจึงได้ลงทะเบียนเข้าศึกษาต่อปริญญาโท MBA ม.รามฯ เพราะคิดว่านี่จะเป็นโอกาสให้ฉันได้เปิดโลกใบใหม่ในชีวิตอีกครั้ง และปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้น หลังจากฉันเข้าเรียนได้ประมาณเทอมที่ 2 ฉันได้รับโทรศัพท์จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง โทรนัดวันเวลาให้ไปสัมภาษณ์งานเพื่อเข้าทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ สมดังที่ฉันได้ตั้งใจไว้ ฉันผ่านการสัมภาษณ์งานได้เข้าทำงานที่สถาบันการเงินแห่งนั้นจริงๆ ทุกวันนี้ยังรู้สึกซาบซึ้งใจและรู้สึกขอบคุณผู้บริหารที่ได้ให้โอกาสฉันได้เข้ามาทำงานในสถาบันการเงินแห่งนี้ในวันนั้น ฉันได้รับมอบมิตรภาพที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน ทำให้ฉันมีความสุขในการทำงานอยู่ในสถาบันการเงินแห่งนี้ถึง 7 ปี ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆที่ไม่คาดคิดว่าลูกชาวนาจากบ้านนอกคนหนึ่งจะมีโอกาส  ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตในการเดินทางไปอบรมที่กรุงเทพฯ โอ้ โห !!!! เราได้ขึ้นเครื่องบินเลยหรอเนี่ย ตื่นเต้นมากๆ เลย และการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ประเทศเกาหลี  ไหนจะรายได้ต่อเดือนที่แตะเดือนละเกือบ6 หลัก ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และสถานะทางสังคมของฉันดีขึ้นมาก  ทุกวันนี้แม้จะลาออกจากสถาบันการเงินแห่งนั้นมาแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกขอบคุณถึงโอกาสที่ได้รับและมิตรภาพของเพื่อนร่วมงานที่นั่นเสมอ สมกับที่ตั้งใจว่าอยากจะทำงานในตำแหน่งและอาชีพนี้จริงๆค่ะ

chillipapper chillipapper

เริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว

หลังจากการทำงานอย่างหนักหน่วงที่สถาบันการเงินแห่งนั้น มาประมาณ 7 ปี ที่ต้องบอกว่าหนักหน่วงเพราะคงไม่มีบริษัทไหนที่จ้างเราแพง แต่ให้เราทำงานแบบสบายๆ เช้าชามเย็นชามหรอกนะค่ะ ฉันเริ่มคิดที่จะอยากทำธุรกิจส่วนตัว แต่ด้วยความที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน เคยแต่เป็นลูกจ้างและครอบครัวก็ทำนาจึงไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี จนได้เจอคอร์สอบรมเรื่องธุรกิจอสังหาฯของอ.ชาย แห่ง Fpm Certificate  และอยากได้ความรู้เพิ่มจึงสมัครเข้าอบรมและได้รับความรู้เรื่องงานก่อสร้าง การทำบ้านจัดสรร และโรงแรม ทำให้ฉันสนใจอยากทำ โรงแรมในจังหวัดเลย  ประกอบกับบ้านของดิฉันซึ่งอยู่ในอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย มีสะพานมิตรภาพน้ำเหือง ไทย-ลาว และกำลังมีการส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเลย  เลยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง โดยเฉพาะ ที่เที่ยวอำเภอเชียงคาน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมามาก ทำให้ที่พักเชียงคาน เต็มตลอดปี  ฉันจึงอยากสร้างสถานที่สำหรับไว้ให้นักเดินทางที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดเลย และอยากจะเดินทางข้ามไปลาวทางสะพานมิตรภาพน้ำเหือง ได้มีสถานที่พักผ่อนที่น่าจดจำบ้าง   ฉันจึงตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กไสตล์บูติกโฮเท็ล ตั้งอยู่ที่ด้านหลังบ้านพักของครอบครัวเรา ตั้งชื่อว่า โรงแรมLe bar tarry ออกแบบด้วยไสตล์คันทรีฝรั่งเศส เพื่อให้ดูมีความโดดเด่นและแตกต่าง ฉันอยากให้ลูกค้าที่มาเข้าพักและใช้บริการ รวมทั้งคนในอำเภอท่าลี่รู้สึกภูมิใจว่า ถึงแม้เราจะเป็นอำเภอเล็กๆที่ห่างไกล แต่เราก็ยังมีสถานที่ที่เหมาะกับการเดินทางพักผ่อนที่ดูสะดวกสบาย และปลอดภัย

ส่งท้าย

จุดเปลี่ยนของแต่ละช่วงชีวิตของฉัน คุณคงเห็นแล้วกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แม้ว่าวันนี้ฉันจะยังไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันก้าวมาถึงตรงนี้ได้คือการเป็นคนรักการอ่าน ให้ความสำคัญกับการศึกษา ความอดทดและมุ่งมั่นทำงานอย่างจริงจัง  และฉันยังได้พยายามอย่างไม่หยุดยั้งที่จะเสาะหาวิชาความรู้เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพ เพื่อก้าวไปสู่ความฝันและเป้าหมายที่ได้วางไว้

คุณคงทราบดีนะค่ะว่าโลกเราปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และในยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดนนี้ คุณสามารถหาข้อมูลที่คุณอยากรู้ได้เพียงปลายนิ้วคลิ๊กเท่านั้น ฉะนั้นแล้วสำหรับคนที่มีความฝัน อย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ มาสร้างความฝันของคุณให้กลายเป็นจริง เริ่มต้นด้วยการสร้างธุรกิจขายฝันเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทขนาดเล็ก หรือจะเป็นธุรกิจแบบไหนที่คุณชอบ ขอแค่ เริ่มต้นลงมือทำ ความสำเร็จจะเป็นของคุณอย่างแน่นอนค่ะ

“ทุกความสำเร็จ ต้องการแค่การเริ่มต้น ลิขิตฟ้ากำหนด คนเขียนบทคือตัวเราเอง”

ติดต่อเราได้ที่นี่ค่ะ

FB Fanpage : chillipapper และ โรงแรม Le bar tarry 

Line ID : alisa.mkd

Tel : 087-7717694

www.chillipappershop.com

E-mail :info@chillipapper.com

ขอบคุณ>> คุณผู้อ่านทุกท่านที่เสียสละเวลาเพื่ออ่านBlog chillipapper.com และขอบคุณเพื่อนๆที่ช่วยให้คำแนะนำและติชม

ขอบคุณ Blogดีๆจาก the CEO blogger ที่ได้สอนวิธีทำblogอย่างละเอียดและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ดิฉันกล้าที่จะblog และเว็บไซต์ www.ihotelmarketer.com แหล่งรวมความรู้มากมายเรื่องการตลาดโรงแรมแบบบูรณาการ